1. ด้านเนื้อหาของหนังสืออ่านเพิ่มเติม ต้องสอดคล้องกับหลักสูตร ซึ่งอาจจะไม่
ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของหลักสูตรก็ได้ นอกจากนี้แล้ว เนื้อหาต้องมีความทันสมัยและถูกต้อง ผู้อ่านได้รับรู้ ความเพลิดเพลินจากการอ่าน และสามารถสรุปเรื่องราวหรือใจความสำคัญได้
2. ด้านโครงสร้าง ควรมีรูแบบหรือ โครงสร้างที่เหมาะสมที่สุด ที่สามารถสื่อเนื้อหาสาระหรือความคิดให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวในหนังสือได้มากและดีที่สุด
3. ด้านการนำเสนอเนื้อหา ต้องมีเอกภาพ มีสัมพันธภาพ และมีจุดเน้น เพื่อทำให้น่าสนใจและเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
4. ด้านการใช้ภาษา ต้องใช้ภาษาที่ถูกต้อง ตามหลักภาษา สามารถเข้าใจได้ง่าย สื่อความหมายชัดเจน เหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้อ่าน
5. ด้านการออกแบบและรูปเล่ม ต้องออกแบบให้เหมาะสม ทั้งขนาดและรูปเล่ม ภาพประกอบตัวอักษรเป็นต้น
1. เด็กกับการใช้ภาษา กล่าวถึงลักษณะทั่วไปตามพัฒนาการวัยเด็ก แรกเกิดจนถึง 12 ปี และการใช้ภาษาสื่อสาร คือ
1.1 ลักษณะพัฒนาการทางร่างกาย ในระยะ 2-4 ขวบ เด็กรู้จักฝึกบังคับอวัยวะต่างๆ ในการพูด ออกเสียงคำต่างๆ ได้ถูกต้อง
1.2 ลักษณะพัฒนาการทางอารมณ์ เด็กวัย 3-5 ปี ยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง จนอายุระหว่าง 10-20 ปี เริ่มเรียนรู้ผลของอารมณ์ที่ตนกระทำต่อบุคคลอื่น สามารถเข้าใจผู้อื่นและรู้จักพิจารณาสิ่งต่างๆ โดยไม่ยึดตนเองเพียงอย่างเดียว
1.3 พัฒนาการทางสังคม ระยะแรก เด็กยังยึดตนเอง ทำให้การเข้าสังคมไม่สามารถปรับตนให้ดีนัก จนอายุเข้าสู่วัยรุ่น การยึดตนเองน้อยลง มีการปรับตนเองเพื่อให้ได้รับการยอมรับ และวัยนี้ เป็นวัยที่ชอบการแข่งขัน
1.4 พัฒนาการทางสติปัญญา เด็กเริ่มเรียนรู้วิธี การแก้ปัญหาจากตนเองเป็นศูนย์กลาง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และเด็กจะสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ จากการรับรู้ภาษาถ้อยคำที่เป็นภาษาหนังสือ ทั้งภาษาพูด และภาษาเขียนได้กว้างขวางขึ้น
2. วัยรุ่นกับการใช้ภาษา เด็กวัยนี้เติบโตเต็มที่พร้อมที่จะรับสารต่าง ๆ ได้ ทุกชนิด เด็กวัยนี้
สนใจอ่านหนังสือนวนิยาย และวรรณคดีมากที่สุด ประเภทผจญภัย สืบสวน ชีวิตรัก ตามลำดับ ทั้งนี้เพราะเรื่องราวต่าง ๆ ในนวนิยาย วรรณคดีที่อ่าน ทำให้เด็กวัยนี้มีความเข้าใจชีวิต ซึ่งกำลังอยู่ในความสงสัยของเขามากขึ้น และตัวละครในหนังสือ ยังอาจเป็นแบบอย่างแก่การประพฤติปฏิบัติของวัยรุ่น ในสังคมได้นอกจากพัฒนาการทางภาษา ของเด็กวัยนี้เจริญงอกงามเต็มที่ เด็กวัยรุ่นจึงสามารถใช้ภาษาได้กว้างขวางโดยเฉพาะที่รู้ในหมู่พวกเดียวกัน เพื่อพยายามสร้างเอกลักษณ์ของกลุ่ม ดังจะเห็นได้ว่าภาษาแสลงต่าง ๆ เช่น นิ๊ง วิ๊ง ซ่าส์ กิ๊ก เป็นต้น ซึ่งมักจะมาจากเด็กวัยรุ่นถ่ายทอดลักษณะความคิดฝัน ของตนไว้อย่างประณีตทั้งที่เป็นภาษาพูด ภาษาเขียนอีกด้วย
ภาษาในการเขียนเรื่องที่เป็นร้อยกรอง วิริยะ สิริสิงหะ กล่าวในเรณูรัตน์ เขตบำรุง (2551: 62-65) ว่าในปัจจุบันหนังสือสำหรับเด็กประเภทร้อยกรองมีไม่น้อยแสดงว่า เด็ก ๆ ชอบอ่านคำร้อยกรองและดูภาพสวย ๆ ประกอบไปด้วยภาษาที่ใช้ในการเขียน ร้อยกรอง มีวิธีการสั้น ๆ 5 วิธีคือ ใช้คำง่าย ความหมายเด่น เล่นเสียงหลาก ฝากข้อคิด และจูงจิตเพลิน โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. ใช้คำง่าย คำพยางค์เดียวหรือสองพยางค์ คำประสม คำซ้อน คำซ้ำที่มีความถี่ในการใช้สูงล้วนเป็นคำที่ควรนำมาใช้แต่งบทร้อยกรองสำหรับเด็ก
2. ความหมายเด่น หมายถึง ทั้งความหมายของคำและความหมายของเนื้อความบทร้อยกรองแต่ละบทควรใช้คำที่มีความหมายเด่น เข้าใจได้ทันทีควรเรียงลำดับเป็นเนื้อความที่เข้าใจง่าย ไม่สับสน
3. เล่นเสียงหลาก ในที่นี้หมายรวมทั้งการใช้คำที่มีวรรณยุกต์ต่างๆ หลายเสียงสลับกันและจังหวะในการออกเสียงด้วย เพื่อให้บทร้อยกรองมีเสียงไพเราะและมีจังหวะชวนสนุก
4. ฝากข้อคิด บทร้อยกรองบางบท เขาอาจฝากข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะมีคุณค่าทางใจให้แก่เด็กได้ เช่น ข้อคิดในการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือ หรือความมีน้ำใจต่อกัน
5. ในการเขียนร้อยกรองสำหรับเด็กนั้น ได้ใช้ชื่อเรียกว่าร้อยกรองสี่คำมีแผนผังสัมผัส ดังแสดงในภาพที่ 2
แผนผังร้อยกรองสี่คำ
O O O O
O O O O
O O O O
O O O O
ภาพที่ 2.1 แสดงแผนผังการสัมผัสร้อยกรองสี่คำ
คำท้ายวรรคแรก ส่งสัมผัสมายังคำที่ 1 หรือคำที่ 2 ของวรรคที่สอง และคำท้ายวรรคที่สองส่งสัมผัสมายังคำท้ายวรรคที่สาม อาจส่งสัมผัสมายังคำที่ 1 หรือคำที่ 2 ของวรรคที่ 4 ด้วยก็ได้ (ไม่บังคับจึงใช้เส้นประโยงไว้ให้เห็นความแตกต่าง)
ส่วนการแต่งร้อยกรองสี่คำเกินหนึ่งบทร้อยกรองนั้นๆ นิยมแต่งให้สัมผัสเชื่อมโยงกันไปจนกว่าจะจบเรื่อง เปรียบประดุจสายสร้อยที่ร้อยข้อต่อกัน ดังแผนผังที่แสดงในภาพที่ 2
แผนผังร้อยกรองสี่คำ
(เฉพาะสัมผัสระหว่างบท)
O O O O O O O O
บทที่ 1
![]()
O O O O O O O O
O O O O O O O O
บทที่ 2
![]()
O O O O O O O O
O O O O O O O O
บทที่ 3
![]()
O O O O O O O O
O O O O O O O O
ภาพที่ 2.2 แสดงแผนผังสัมผัสระหว่างบทของร้อยกรองสี่คำ
ตัวอย่าง
บทที่ 1 ร้อยกรองสี่คำ ประจำผ่อนบท
วรรคละสี่พจน์ สี่วรรคงามตา
บทที่ 2 ถ้าเกินหนึ่งบท ต้องรจนา
สัมผัสบทพา เพลิดเพลินใจนัก
บทที่ 3 โอนอ่อนผ่อนผัน เชิงฉันทลักษณ์
วรรคสามสี่มัก สะสัมผัสได้
บทที่ 4 อีกไม่บังคับ เสียงศัพท์ใดใด
เด็กเด็กถูกใจ แต่งง่ายจริงจริง
จะเห็นได้ว่า การเขียนร้อยกรองนี้ เหมาะสำหรับเด็กเล็กมาก เด็กเล็กชอบอ่านชอบฟัง เพราะคำคล้องจองมีเสียงสัมผัสเมื่อเวลาอ่านจะเกิดเสียงไพเราะมีจังหวะทำให้เกิดความเพลิดเพลินและสนุกสนานจึงไม่ใช้คำมากเกินไป หรือใช้คำที่ยากเกินความเข้าใจของเด็ก เด็กพูดบ่อย ๆ ก็จะจดจำได้
6. ภาพประกอบ ภาพประกอบเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการเขียนหนังสือ สำหรับเด็ก ซึ่งสนิท สัตโยภาสกล่าวใน เรณูรัตน์ เขตบำรุง (2551 : 67) กล่าวว่า ภาพประกอบเป็นหัวใจสำคัญของหนังสือสำหรับเด็ก โดยเฉพาะหนังสือสำหรับเด็กเล็ก ๆ เพราะภาพเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความคิด และมโนภาพตามเรื่องราวได้ ช่วยให้เนื้อเรื่องมีชีวิตชีวา น่าอ่านน่าสนใจช่วยให้เด็กอยากดู อยากอ่าน และยังช่วยสร้างความหมายของตัวอักษรที่เด็กอ่านว่ามีความหมายอย่างไร ภาพจะเป็นภาพสมจริง ภาพลายไทย ภาพศิลปะประดิษฐ์ ภาพถ่าย ภาพสเก็ต หรือภาพการ์ตูน
การนำหนังสือไปหาคุณภาพและประสิทธิภาพควรได้ทดลองใช้จริงเพื่อปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมให้สมบูรณ์ที่สุด ทั้ง การตรวจสอบค่า IOC โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน การทดลองแบบ 1: 1 การทดลองแบบ 1:10 การทดลองแบบ 1:100 และการนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย
การเขียนรายงานคือการเขียนสรุปผลการทำงานของครูทั้งหมดทั้งกระบวนการโดยใช้ภาษาและรูปแบบการเขียนผลงานทางวิชาการ ที่ชัดเจนและเป็นแนวเดียวกันทั้ง 5 บท ที่สำคัญ ทั้ง นวัตกรรม แผนการใช้ และรายงาน 5 บท ต้องสอดคล้องกันทั้งหมด บทที่ 2 และบทที่ 5 คือบทที่บ่งบอกว่าครูมีการศึกษาเอกสาร ตำรา หรืองานวิจัยมากน้อยเพียงใด
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะเป็นประโยชน์กับเพื่่อนครูบ้าง ..และยินดีเป็นที่ปรึกษาค่ะ ขอเพียงแต่เปิดใจ
ขอให้ผ่านทุกคนนะคะ